ประวัติศูนย์การเรียน
ปริยัติธรรม
การศึกษา
ประมวลภาพกิจกรรม
ภาพคณะกรรมการการศึกษา
ภาพคณะครูอาสาสมัคร
หลักสูตรการศึกษา
ตารางกิจกรรม  
ปีการศึกษา 2552
ข้อมูลข่าวสาร
เปิดรับสมัคร
ดาวน์โหลดข้อมูล
จำนวนนักเรียน
 
   
  ประกาศ  
     

สำนักเรียนวัดป่าธรรมชาติ
เรื่อง รับสมัครนักเรียนธรรมศึกษา ชั้นตรี-โท-เอก


เนืองด้วยวัดป่าธรรมชาติได้รับอนุมัติจากแม่กองธรรมสนามหลวง แผนกธรรม ให้เป็นสำนักเรียนปริยัติธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 และได้มีการเรียนการสอบวัดผลมาโดยตลอดสำหรับปีการศึกษา พ.ศ. 2552 จะมีการสอบวัดผล ในวันเสาร์ อาทิตย์ที่ 25-26 เมษายน พ.ศ. 2553 ศกนี้ ทางสำนักเรียน จึงเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อเข้าอบรมวิชาที่นำไปสอบวัดผลในวันดังกล่าว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผู้ใดสนใจเข้าอบรมเชิญสมัครได้ที่วัดป่าธรรมชาติ

โทร. 626-336-2224

สำนักเรียนวัดป่าธรรมชาติ
              

********

หลักสูตรนักธรรมศึกษาชั้นตรีประกอบด้วย

วิชา เรียงความแก้กระทู้ธรรม
วิชา พุทธประวัติ ศาสนพิธี
วิชา ธรรม
วิชา เบญจศีลเบญจธรรม

หลักสูตรนักธรรมศึกษาชั้นโทประกอบด้วย

วิชา เรียงความแก้กระทู้ธรรม
วิชา อนุพุทธประวัติ ศาสนพิธี
วิชา ธรรม

หลักสูตรนักธรรมศึกษาชั้นเอกประกอบด้วย

วิชา เรียงความแก้กระทู้ธรรม

วิชา พุทธานุพุทธประวัติ
วิชา ธรรมวิจารณ์


****************

 
 

                   

                  หลักสูตร
             ธรรมศึกษา ชั้นตรี
            วิชา เบญจศีล-เบญจธรรม


        เบญจศีล   ได้แก่ศีล ๕ หรือข้อห้ามทางพระพุทธศาสนา 5 ประการ
     เบญจธรรม
  ได้แก่ธรรมะ หรือข้อควรประพฤติ ๕ ข้อ


        ศีล ๕ ได้แก่
                   ๑. ไม่ฆ่าสัตว์
                   ๒. ไม่ลักทรัพย์
                   ๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม
                   ๔. ไม่พูดเท็จ
                   ๕. ไม่ดื่มน้ำเมา
      ธรรมะ ๕ ได้แก่
              ๑. เมตตากับกรุณา (มีความรักและความเอ็นดู)
               ๒. สัมมาอาชีวะ (มีอาชีพชอบธรรม)
              ๓. กามสังวร (ความสำรวมในกาม

              ๔. สัจจะ (ความสัตย์)
              ๕. มีสติ (ความรอบคอบ)

       ความหมายของศีล
            ศีล แปลว่า ความปกติ ของกาย วาจา
            ศีล คือ การสำรวมกาย วาจา ให้เรียบรอย
        อานิสงส์ผลของศีล
                            อานิสงส์ของการรักษาศีล ๕
           ๑. ความกำจัดความชั่วของตน ๕ อย่าง คือ ไม่โหดร้าย มือวัย ใจเร็ว ขี้ปด หมดสติ
           ๒. ทำให้มีมนุษยธรรม
           ๓. ทำให้สังคมปรกติ ไม่พิการ
           ๔. ทำให้เศรษฐกิจดี
           ๕. ปราศจากภัยเวร

       เหตุทำให้มีศีล
        การจะมี ศีล ได้ต้องมีเจตนางดเว้น ที่เรียกว่า วิรัติ มี ๓ อย่าง คือ
           ๑. สัมปัตตวิรัติ การตั้งใจงดเว้น เมือเผชิญกับเหตุที่จะให้ผิดศีล
           ๒. สมาทานวิรัติ การตั้งใจงดเว้นไว้ล่วงหน้าด้วยการสมาทานศีล
           ๓. สมุจเฉทวิรัติ การตั้งใจงดเว้นเด็ดขาดตลอดชีวิต

       การสมาทานศีล มี ๒ อย่าง
           ๑. ปัจเจกสมาทาน สมาทานแยกทีละสิกขาบท เมื่อฝ่าฝืนสิกขาบทใด ก็ขาดเฉพาะ
                สิกขาบทนั้น สิกขาบทอื่นยังอยู่
          ๒. เอกัชฌสมาทาน สมาทานรวมกัน เมื่อฝ่าฝืนเพียงสิกขาบทเดียว ก็ขาดหมด

               การรักษาศีล
       การรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้มีหลักที่ควรทำความเข้าใจ ๓ ประการ
           ๑. ความมุ่งหมาย
           ๒. ข้อห้ามหรือขอบเขต
           ๓. เหตุผลที่บัญญัติห้าม
                    

                       สิกขาบทที่ ๑ (ศีลข้อที่ ๑)
                    ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปท้ง สะมาทิยามิ
       ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือการตั้งใจงดเว้นจากการทำลายชีวิตสัตว์

       ๑. ความมุ่งหมาย ของสิกขาบทนี้ เพื่อให้มนุษย์อบรมจิตของตนเองให้คลายความเหี้ยมโหด              

           มีความเมตตากรรุณากัน และเผื่อแผ่แก่สัตว์ทั้งปวง
        ๒. ข้อห้าม ข้อห้ามรือขอบเขตของสิกขาบทนี้ มีทั้งทางตรง และโดยอ้อม ดังนี้
           (๑.) การฆ่า การทำให้ตายด้วยตนเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นทำ หรือทำร่วมกับคนอื่น
           (๒.) การทำร้ายร่างกาย การทำให้บาดเจ็บอย่างสาหัส
           (๓.) การทรกรรม เช่นการใช้งานเกินกำลัง การกักขัง การนำสัตว์โดยวิธีทรมาน การผลาญสัตว์     

          เช่นยั่วให้ต่อสู้กันเพื่อความสนุกสนาน

       ๓. หลักการวินิจฉัย
           ๑. ศีลขาดหรือไม่ขาด การทำให้ตายถึงศีลขาดต้องประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ

                    ๑. สัตว์นั้นมีชีวิต
                    ๒. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
                    ๓. มีเจตนาคิดจะฆ่า
                    ๔. พยายามฆ่า
                    ๕. สัตว์นั้นตายเพราะการฆ่านั้น


       ถ้าไม่ครบด้วยองค์ ๕ ศีลไม่ขาด แต่ศีลด่างพร้อย
        ๔. มีโทษมาก หรือโทษน้อย
           ๑. กำหนดด้วยวัตถุ คือ มีคุณหรือ มีประโยชน์มากหรือน้อย
           ๒. กำหนดด้วยเจตนา คือ เจตนามีกิเลสมาก หรือมีกิเลสน้อย
           ๓. กำหนดด้วยประโยค คือ มีความพยายามมากหรือมีความพยายามน้อย

                                           สิกขาบทที่ ๒
                  อะทินนาทานา เวระมณี สิกขาทัง สะมาทิยามิ
    ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือเว้นจากการถือเอาสิ่งชองที่เขาไม่ได้ให้ด้วยอาการขโมย
        ๑. ความมุ่งหมาย เพื่อให้ทุกคนเคารพในกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น เว้นจากการทำมาหากินในทางทุจริต      

     ประกอบอาชีพในทางสุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ในการเลี้ยงชีพ ไม่เป็นคนมือไว
        ๒. ข้อห้าม ขอบเขตหรือข้อห้ามของสิกขาบทนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนี้
                ๑. โจรกรรม
                ๒. อนุโลมโจรกรรม

                ๓. ฉายาโจรกรรม


        ๑. โจรกรรม มี ๑๔ อย่าง คือ
              (๑) ลัก ถือเอาทรัพย์เมื่อเจ้าของไม่เห็นที่เรียกว่า ขโมย และตัดช่องย่องเบา
              (๒) ฉก ชิงเอาทรัพย์ต่อหน้าเจ้าของ ที่เรียกว่า ตีชิงวิ่งราว
              (๓) กรรโชก ขู่ให้เขากลัวแล้วให้ทรัพย์ ที่เรียกว่า จี้ ปัจจุบัน
              (๔) ปล้น รวมหัวกันหลายคน มีศัตราวุธเข้าแย่งทรัพย์
             (๕) ตู่ อ้างหลักฐานพยานเท็จหักล้างกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น เช่นที่ดิน เป็นต้น
             (๖) ฉ้อ โกงเอาทรัพย์ชองผู้อื่นที่ตนปกครอง เช่นโกงของฝาก โกงที่ดินที่
                   ตนอยู่อาศัย เป็นต้น
             (๗) หลอก ปั้นเรื่องให้เขาเชื่อแล้วให้ทรัพย์
             (๘) ลวง ใช้เล่ห์เอาทรัพย์ด้วยเครื่องลวง เช่นโกงตราชั่ง
             (๙) ปลอม ทำหรือใช้ของปลอม เช่นธนบัตรปลอม ยาปลอง เป็นต้น
             (๑๐) ตระบัด ยืมของคนอื่นมาใช้แล้วยึดเอาเสีย กู้หนี้แล้ว ไม่ใช้ดอกเละต้น
             (๑๑) เบียดเบียน กินเศษกินเลย เช่นเลี้ยงสัตว์ กินค่าอาหารสัตว์ เป็นต้น
             (๑๒) สับเปลี่ยน แอบสับเอาของผู้อื่น ซึ่งมีค่าสูงกว่า
            (๑๓) ลักลอบ หลบหนีภาษีของหลวง หรือลอบนำสิ่งที่ต้องห้าม เช่น เหล้าเถื่อน
                    เป็นต้น เข้ามาในประเทศ
            (๑๔) ยักยอก ยักยอกเอาทรัพย์ของคนอื่นที่ถูกริบไว้ ยักยอกภาษี ยักยอกทรัพย์ที่
                    ถูกฟ้องล้มละลายไว้


        ๒. อนุโลมโจรกรรม ไม่ทำโจรกรรม ๑๔ อย่างดังกล่าว แต่ทำงานคล้ายโจรกรรมพอ
             อนุโลมเข้ากับโจรกรรม เรียกว่าอนุโจรกรรม มี ๓ อย่าง คือ
           ๑. สมโจร สนับสนุนโจร เช่นให้ที่พักและอาหาร และรับซื้อของโจร เป็นต้น
           ๒. ปอกลอก คบเขาเพื่อปอกลอกเอาทรัพย์
           ๓. รับสินบน รับสินจ้างแล้วทำผิดหน้าที่ เพราะเกรงใจเขา
               ทั้ง ๓ อย่างนี้ ศีลไม่ขาดทแต่ศิลด่างพร้อย

       ๓. ฉายาโจรกรรม ไม่ทำอนุโลมโจรกรรม แต่ทำพัสดุของผู้อื่นให้สูญเสีย และเป็นสิทธิให้ตกอยู่แก่ตน               เรียกว่า ฉายาโจรกรรม มี ๒ อย่าง คือ
           ๑. ผลาญ ทำลายทรัพย์ของผู้อื่นให้เสียหาย (ไม่เอาเป็นของตน) เช่นเผาบ้านเรือน เป็นต้น
           ๒. หยิบฉวย ถือวิสาสะเกินขอบเขต เช่น ลูกหลานเอาของพ่อแม่              

       โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือถือเอาของญาติมิตรมากกว่าที่เขาอนุญาตให้เอาโดยไม่ต้องซื้อ
        ทั้ง ๒ อย่างนี้ ศีลไม่ขาดทแต่ศีลด่างพร้อย


        หลักการวินิจฉัย
         ๑. ศีลขาดหรือไม่ขาด โจรกรรมที่ถึงขั้นศีลขาด ต้องพร้อมด้วยองค์ประกอบ ๕ ประการ คือ
                (๑) ของนั้นมีเจ้าของห่วงแหน
               (๒) รู้ว่าเจ้าของห่วงแหน
               (๓) ตั้งใจลักของนั้น
               (๔) พยายามลักของนั้น
               (๕) ได้สิ่งของนั้นมาด้วยความพยายาม
         ถ้าไม่ครบด้วยองค์ ๕ ศีลไม่ขาด แต่ศีลด่างพร้อย


       ๒. มีโทษมาก หรือโทษน้อย
                 ๑. กำหนดด้วยวัตถุ คือ มีค่ามากหรือ มีค่าน้อย
                ๒. กำหนดด้วยเจตนา คือ เจตนามีกิเลสมาก หรือมีกิเลสน้อย
                ๓. กำหนดด้วยประโยค คือ มีความพยายามมากหรือมีความพยายามน้อ

       ข้อยกเว้น
           การถือเอาของผู้อื่นโดยวิสาสะ คือของญาติหรือมิตรหรือคนที่คุ้นเคยกัน เคยช่วยเหลือกัน     

        อนุญาตไว้ก่อน ไม่เป็นอทินนา การถือวิสาสะต้องประกอบลักษณะดังนี้
             ๑. เจ้าของเป็นผู้สนิทกับตน
             ๒. เจ้าของเคยอนุญาตไว้ก่อน
             ๓. เมื่อถือเอาแล้วไม่มีคนสนเท่ห์
             ๔. ของนั้นเป็นของที่เจ้าของไม่หวงแหนสำหรับเรา หรือพอใจให้ได้

                                         สิกขาบทข้อที่ ๓
                  กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี สิกขาปทัง สะมาทิยามิ
       ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือการงดเว้นจากประพฤติในกามทั

       ความมุ่งหมาย
             สิกขาบทนี้บัญญัติไว้ว่า เพื่อให้มนุษย์สร้างความสามัคคีไม่แตกร้าว 

    รักษาความสัมพันธ์ทางสายโลหิต วงศ์ตระกูลของตน ไม่สำส่อน กันเยื่องสัตว์เดียรัจฉาน   

    หรือเป็นผู้มักมากในกาม


        ข้อห้าม
             ข้อห้ามหรือขอบเขตของสิกขาบทนี้ ทั้งหญิงและชาย ไม่ให้ประพฤติผิดในกามด้วยกันทั้งสองฝ่าย

       ๑. หญิงที่ต้องห้ามสำหรับชาย มี ๓ ประเภท คือ
                  (๑) หญิงมีสามี (โดยที่สุดแม้แต่ภรรยาเช่าชั่วคืนก็ถือว่ามีเจ้าของ)
                  (๒) หญิงมีผู้พิทักษ์รักษา เช่น บิดามารดา เหรือญาติ เป็นต้น
                  (๓) หญิงที่จารีตห้าม เช่น แม่ ย่า ยาย ทวด ลูก หลาน เหลน ชี เป็นต้น
        หญิงทั้ง ๓ ประเภทนี้ เมื่อชายประพฤติผิดต่อเขา จะโดยเขายินยอมหรือไม่ยินยอม ศีลขาด

       ๒. ชายที่ต้องห้ามสำหรับหญิง มี ๒ จำพวก คือ
                (๑) ชายอื่นทุกคน นอกจากสามีของตนสำหรัหญิงมีสามี
                (๒) ชายที่จารีตห้าม เช่น พระภิกษุ สามเณร นักบวชต่างศาสนา สำหรับ
        หญิงทุกประเภท


        หลักการวินิจฉัย
             ๑. ศีลขาดหรือไม่ขาด การประพฤติผิดประเวณีที่ให้ศีลขาดต้องพร้อมด้วยองค์ประกอบ คือ
                     (๑) หญิงหรือชายนั้นเป็นผู้ต้องห้าม
                    (๒) ตั้งใจเสพกาม
                    (๓) ประกอบกามกิจ
                   (๔) อาวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไปแม้เพียงเท่าเมล็ดงา
       เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๕ นี้ ศีลขาดถ้าไม่ครบองค์ ไม่ขาด ทำเองจึงขาด ใช้ให้คนอื่นทำกับคนอื่นไม่ขาด
         ๒. มีโทษมากหรือโทษน้อย การพิจารณาโทษว่า มีโทษมากหรือน้อย           

       มีกฎเกณฑ์การพิจารณาคล้ายกับข้อแรก และข้อ ๒ คือ
                 (๑) กำหนดด้วยบุคคล คือผู้มีพระคุณมาก บาปมาก มีพระคุณน้อย บาปน้อย
                 (๒) กำหนดเจตนา คือเจตนาประกอบด้วยราคะแรงกล้า มีโทษมาก ไม่แรงกล้า
                      มีโทษน้อย
                 (๓) กำหนดด้วยประโยค คือความพยายาม ประกอบกามกิจ ถ้าข่มขืน ไม่
        ยินยอม มีโทษมาก ยินยอม มีโทษน้อย


                                  สิกขาบทที่ ๔
            มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิมายามิ
      ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือการงดเว้นจากการพูดเท็จ

       ความมุ่งหมาย
          สิกขาบทนี่บัญญัติไว้ เพื่อป้องกันการทำลายประโยชน์ของตนและผู้อื่น ด้วยการพูดเท็จ
     และให้คนมีสัจจวาจา ไม่เหลาะแหละเหลวไหล เป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป


       ข้อห้าม
        ข้อห้าม หรือขอบเขตของศีลข้อนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ซึ่งผู้รักษาจะงดเว้นเพื่อความ
      บริสุทธิ์ บูรณ์แห่งศีลของตน คือ
            (๑) มุสา
           (๒) อนุโลมมุสา
           (๓) ปฏิสสวะ
        ๑. มุสา แปลว่า เท็จ หรือไม่จริง การกล่าวเท็จหรือคำไม่จริง เรียกว่า มุสาวาท ที่เรียกว่า
          โกหก ส่วนมากใช้ปากพูด แต่การแสดงเท็จหรือโกหก แสดงได้ทั้ง ๒ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา
          (๑) ทางวาจา คือ คำเท็จออกมาทางปากโดยตรง
          (๒) ทางกาย คือ แสดงเท็จทายกาย เช่นการเขียนจดหมายโกหก รายงาน
    เท็จ ทำหลักฐานปลอม เป็นต้น


   การแสดงเท็จ หรือลักษณะของมุสาวาท มี ๗ วิธี คือ
            (๑) ปด ได้การโกหกชัด ๆ เช่น ไม่รู้ ว่ารู้ ไม่เห็นว่าเห็น ไม่มี ว่ามี
                       เป็นต้น
            (๒) ทนสาบาน คือ การสาบานตน เพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ ว่าตนไม่เป็น
                  เช่นนั้น
            (๓) ทำเล่ห์กระเท่ห์ ได้แก่การอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์เกินความจริง เช่นอวด
                  วิเศษใบ้หวยโดยไม่รู้จริง เห็นจริง เป็นต้น
            (๔) มายา แสดงอาการหลอกคนอื่น เช่น ไม่เจ็บ เป็นเจ็บ เจ็บน้อย เจ็บมาก เป็นต้น
            (๕) ทำเลศ คือใจอยากจะพูด แต่พูดเล่นสำนวน พูดคลุมเครือให้ผู้ฟังคิดไปเอง
                 เช่นเห็นขโมยวิ่งผ่านหน้าไป ไม่อยากบอกให้ผู้ตามจับทราบว่าตนเห็น
                จึงย้ายไปยืนหรือนั่งที่อื่น เมื่อถูกถาม ก็พูดเล่นสำนวนว่า อยู่ตรงนี้ไม่เห็น
             (๖) เสริมความ เรื่องเล็ก พูดให้ผู้ฟ้งว่าเป็นเรื่องใหญ่ เช่น เห็นไฟก้นบุหรี่ไหม้หญ้า
                 แห้ง ก็ตะโกนเสียงดัง ๆ ว่า ไฟไหม้ ๆ เพื่อให้คนแตกตื่น เป็นต้น
              (๗) อำความ ตรงกันข้ามกับเสริมความ คือ เรื่องใหญ่ แต่พูดให้เป็นเรื่องเล็ก หรือปิด
                  อำพรางไว้ เป็นต้น


        ๒. อนุโลมมุสา ไม่แสดงเรื่องเท็จทั้ง ๗ อย่าง แต่พูดเรื่องไม่จริง ซึ่งไม่มีเจตนากล่าวเท็จ          

     แต่เจตนาจะให้เขาเจ็บใจ หรือแตกร้าวกัน เป็นต้น
          (๑) พูดเสียดแทง กระทบกระแทก แดกดัน
          (๒) พูดประชด ยกให้เกินความจริง
          (๓) พูดด่า ยกให้ต่ำกว่าความเป็นจริง
          (๔) พูดสัปปลับ ด้วยความคะนองวาจา แต่ไม่ตั้งใจไห้เข้าใจผิด
          (๕) พูดคำหยาบ คำต่ำทราม
      ทั้ง ๕ ข้อนี้ ไม่จัดเป็นมุสาวาท ศีลไม่ขาด แต่ด่างพร้อย ไม่บริสุทธิ์


        ๓. ปฏิสสวะ ได้แก่การรับคำของผู้อื่นด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ภายหลังกลับใจไม่ทำตามที่รับคำมั่น      

    โดยที่ตนเองยังทำได้อยู่ มี ๓ อย่าง
             (๑) ผิดสั ญญา สัญญาว่าจะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ไม่ทำ กลับทำภาย
                   หลัง
             (๒) เสียสัตย์ ให้สัตย์ปฏิญญานแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม
             (๓) คืนคำ รับปากว่าจะไป แต่กลับใจภายหลังไม่ไป
       ทั้ง ๓ ข้อนี้ ไม่จัดเป็นมุสาวาท ศีลไม่ขาด แต่ด่างพร้อย ไม่บริสุทธิ์

       ข้อวินิจฉัย
         ศีลขาดหรือไม่ขาด การแสดงเท็จที่จะว่าเป็นมุสาวาทถึงกับศีลขาดนั้น ต้องพร้อมด้วยองค์
      ประกอบ ๔ ประการ คือ
           ๑. เรื่อที่พูดนั้นไม่จริง
           ๒. เจตนาจะพูดเรื่องนั้น
           ๓. พูดหรือแสดงออกไป
            ๔. ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความนั้น (เชื่อไม่เชื่อก็ตาม)

     มีโทษมากหรือโทษน้อย
       มีโทษมากหรือโทษน้อย มุสาวาทที่ทำลายประโยชน์ ของผู้อื่นมากคือเขาได้รับความเสียหายมาก  

  มีโทษมาก ได้รับความเสียหายน้อย มีโทษน้อย

            ๑. กำหนดด้วยบุคคล คือผู้มีพระคุณมาก บาปมาก มีพระคุณน้อย บาปน้อย
            ๒. กำหนดเจตนา คือเจตนา ประกอบด้วยกิเลสมาก มีโทษมาก กิเลสน้อย
                มีโทษน้อย
             ๓. กำหนดด้วยประโยค คือความพยายามมาก มีโทษมาก น้อย มีโทษน้อย

       ข้อยกเว้น
              ๑. โวหาร พูดตามสำนวนโลก
              ๒. นิยาย การเล่านิทานหรือเล่นลิเก
              ๓. สำคัญผิด พูดด้วยเข้าใจว่าถูก
             ๔. พลั้ง พูดไปด้วยความพลั้งเผลอ

                                           สิกขาบทที่ ๕
            สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิมายามิ
     ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือการงดเว้นจากเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท
    ได้แก่ น้ำเมา คือ สุราและเมรัย


        ๑. ความมุ่งหมาย การบัญญัติศีลข้อนี้ เพื่อให้คนมีสติ รักษาสติของตนไว้ไม่ให้เผอเรอ
   พลาดพลั่งในการปฏิบัติงานประจำวัน เพื่อดำรงชีวิตโดยราบรื่น
        ๒. ข้อห้าม ข้อห้ามหรือขอบเขตของศีลข้อนี้ มีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
    โดยตรง คือ น้ำเมา
                (๑) สุรา น้ำเมาที่กลั่น ที่เรียกว่า เหล้า
                (๒) เมรัย น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่นได้แก่ เบียร์ สาโท น้ำตาลเมา กระแช่
     โดยอ้อม หมายถึงยาเสพติดให้โทษทุกชนิด เช่น ฝิ่น กัญชา เป็นต้น


        ๓. หลักวินิจฉัย
               (๑) ศีลขาด หรือไม่ขาด การดื่มสุราหรือเสพยาเสพติดให้โทษ ที่ทำให้ศีลขาดนั้น       ต้องพร้อมด้วยองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ
                ๑. ของนั้นเป็นของมมึนเมา
                ๒. มีเจตนาจะเสพขอบมึนเมานั้น
                ๓. พยายามเสพ
                ๔. ให้ล่วงไหลเข้าไปในลำคอ
       เมื่อครบองค์ ๔ ศีลขาด ถ้าไม่ครบ ศีลไม่ขาด แต่ด่างพร้อย ทำเองศีลขาด ใช้ให้

      ทำศีลไม่ขาด


                (๒) มีโทษมากหรือมีโทษน้อย เสพยาเสพติดรายแรงน้อย มีโทษน้อย

ร้ายแรงมาก มีโทษมาก และมีโทษ ๖ ประเภท
                 ๑. ทำให้เสียทรัพย์
                 ๒. เป็นเหตุก่อการวิวาท
                 ๓. เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
                 ๔. ทำให้เสียชื่อเสียง
                 ๕. ทำให้หมดความละอาย
                 ๖. ทอนกำลังปัญญา

 
 

designed by www.weganet.com