กลับหน้าสนทนาธรรม
ทำไมจึงมีการทอดกฐิน
การทอดกฐินนี้ถือเป็นประเพณีที่สืบเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล
การทอดกฐินกับการทอดผ้าป่านั้นไม่เหมือนกัน การทอดผ้าป่านั้นไม่มีจำกัดกาล
และไม่ต้องจองล่วงหน้า ส่วนการทอดกฐินวัดหนึ่งๆสามารถทอดกฐินได้เพียงกองเดียวในปีหนึ่งปีหนึ่ง
เราจะกล่าวถึงพิธีกฐินเสียก่อน เพราะเป็นประเพณีและกล่าวกันว่าได้กุศลอย่างมหาศาลแก่ผู้จัดทำ
เพราะว่าการทอดกฐินพระราชทานก็ดี กฐินสามัคคีก็ดี เป็นมหากุสลปีหนึ่งทอดได้ครั้งเดียว
คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง
และสะดวกแก่การเย็บ ในสมัยโบราณการเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงขึงผ้าให้ตึงเสียก่อนแล้วจึงเย็บ
เพราะช่างไม่มี ความชำนาญเหมือนสมัยปัจจุบัน และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอเหมือนในปัจจุบัน
การทำจีวรในสมัยโบราณ จะเย็บผ้ากฐิน หรือแม้จีวรอันมิใช่กฐิน
ถ้าภิกษุทำเองก็จัดเป็นการเอิกเกริกทีเดียว เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า
การเย็บจีวร พระมหาเถรานุเถระต่างก็มาช่วยกัน เป็นต้นว่า
พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย สามเณรอื่นๆ
ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสก อุบาสิกา จัดหาน้ำดื่มมาถวายพระภิกษุสงฆ์
มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน
โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้องช่วยกันหลายผู้หลายองค์
(ไม่เหมือนปัจจุบัน ซึ่งมีจีวรสำเร็จรูปแล้ว)
ปรากฏตำนานเรื่องที่พระพุทธองค์ จะทรงอนุญาติให้พระภิกษุรับผ้ากฐิน
ในพระบาลีวินัยปิฎกโดยนัยว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ
ณ พระเชตวัน ครั้งนั้นภิกษุ 30 รูป ชาวเมืองปาเฐยยะ
เดินทางมาด้วยหวังจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่มาไม่ทัน
เหตุเพราะใกล้เข้าพรรษา จึงพักพรรษา ณ เมือง สาเกต ในระหว่างพรรษานั้นไม่ผาสุข
เพราะลำบากด้วยที่อยู่ในฐานะเป็นอาคันตุกะ และต่างมีใจรัญจวนถึงพระบรมศาสดา
ด้วยคิดว่า แม้จะจากเมืองมาอยู่ ณ ที่ใกล้แล้วก็ยังมิได้ถวายบังคมเบื้องพระบาทมูลเหตุแห่งสมเด็จพระศาสดาดังใจประสงค์
ครั้นออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างก็รีบออกเดินทางมายัง
พระเชตวัน ในระหว่างทางพื้นภูมิภาคยังเป็นหลุมโคลนตม
เพราะยังไม่แห้ง ภิกษุทั้งหลายเหยียบย่ำมาตามทาง โคลนตมและน้ำตามหลุมโคลนก็เปื้อนจีวรและร่างกาย
จีวรเนื้อหยาบของภิกษุเหล่านั้นเปียกน้ำฝน น้ำโคลน อุ้มน้ำไว้หนักอึ้งลำบากแก่ร่างกายยิ่งนัก
แต่พระภิกษุทั้ง 30 รูป ก็มาถึง พระเชตวัน ครั้นแล้วได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ทรงปราศรัยตรัสถามความเป็นไป แล้วตรัสพระธรรมกถา
ภิกษุเหล่านั้นก็ได้สำเร็จพระอรหัตตผล
ในลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงดำริถึงความลำบากของภิกษุเหล่านั้น
และเห็นว่า กฐินตถาโจนาเมลสัพพพัทเรหิ อนุญญาโต การกรานกฐินนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ได้ทรงอนุญาติมา ดังนั้นจึงเรียกประชุมภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสอนุญาติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ให้พระภิกษุสงฆ์รับผ้ากฐินได้เมื่อออกพรรษาแล้ว นางวิสาขาได้ทราบพุทธานุญาติ
และได้ถวายผ้ากฐินเป็นคนแรก
การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระวินัยกำหนดกาลไว้ คือ แรม
1 ค่ำ เดือน 11 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส
ใคร่จะทอดกฐินก็ให้ทอดได้ระหว่างระยะเวลานั้น จะทอดก่อนหรือทอดหลังกำหนดนั้นถือว่าไม่เป็นการทอดกฐิน
แต่มีข้อยกเว้นพิเศษว่า ถ้าผู้ที่จะทอดกฐินนั้นมีกิจจำเป็นเช่น
จะต้องไปในทัพ ไม่สามารถอยู่ทอดกฐินตามกำหนด จะทอดกฐินก่อนกำหนดดังกล่าว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาติให้ภิกษุรับกฐินไว้ก่อนได้
พุทธศาสนิกชนทั่วไปย่อมถือกันว่าการทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรง
เพราะเป็นกาลทาน ทำได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น และต้องทำในกำหนดเวลาที่
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ดังนั้นผู้มีความเลื่อมใสใคร่จะทอดกฐิน
พึงปฏิบัติดังต่อไปนี้
จองกฐินเมื่อจะไปทอดกฐิน ณ วัดใดพอเข้าพรรษาแล้ว หลังจากนั้น
นมัสการเจ้าอาวาสรวัดนั้น กราบเรียนแก่ท่านว่าตนเองมีความประสงค์จะขอทอดกฐิน
แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้น เพื่อให้รู้ทั่วๆกัน
การที่ต้องไปจองก่อนแต่เนิ่นๆ ก็เพื่อให้ได้ทอดวัดที่ตนต้องการ
หากมิเช่นนั้นอาจจะมีผู้มาจองไปก่อน นี่กล่าวสำหรับวัดราษฎร์
ซึ่งราษฎร์มีสิทธิจองได้ทุกวัน แต่ถ้าเป็นวัดหลวง (หรือวัดพระอารามหลวง)
ทายกทายิกานั้นจะต้องกราบเรียนเจ้าอาวาส แล้วต้องทำหนังสือยื่นต่อกองสังฆการีกรมการศาสนา
กระทรวงศึกษาธิการ ขอเป็น พระกฐินพระราชทาน ครั้นอนุญาติตกไปถึงแล้วจึงจะจองได้
เตรียมการ ครั้นจองกฐินเรียบร้อยแล้ว เมื่อออกพรรษาแล้วจะทอดกฐินวัดไหน
วันไหน ก็กำหนดให้แน่นอน แล้วกราบเรียนให้เจ้าอาวาสท่านทราบวันกำหนดนั้น
ถ้าเป็นอย่างชนบทสมภารเจ้าวัดก็บอกติดต่อกับชาวบ้านว่า
วันนั้นวันนี้จะเป็นวันทอดกฐิน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดอาหารเลี้ยงพระและผู้ที่มาร่วมงานกฐิน
ครั้นกำหนดวันทอดกฐินแล้วก็เตรียมจัดหาผ้ากฐิน คือ ไตรจีวรพร้อมเครื่องบริวารอื่นๆตามแต่ศรัทธา
(ถ้าจัดเต็มที่ มักมี 3 ไตร คือ องค์ครอง 1 ไตร คู่สวดองค์ละ
1 ไตร )
การถวายผ้ากฐินนั้นคือ เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว
เจ้าภาพอุ้มผ้ากฐินนั่งหันหน้าตรงพระประธาน ตั้ง นะโม
3 จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน 3
จบ พระสงฆ์จะรับว่า สาธุ เจ้าภาพก็ประเคนเครื่องบริวารอื่นๆ
เสร็จแล้วพระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้ากฐินให้แก่พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง
ซึ่งเป็นพระเถระ มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัย เสร็จแล้วพระสงฆ์อนุโมทนา
เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการ