กลับหน้าสนทนาธรรม
การรักษาศีลในทางพุทธศาสนา
ศีล เป็นคำที่ใช้กันในทางพุทธศาสนา ถ้าเปรียบเทียบกับทางโลกก็ได้แก่ตัวบทกฎหมาย
ซึ่งบัญญัติไว้เป็นข้อบังคับใช้กับชุมชน เพื่อความปกติเรียบร้อยและความสงบสุข
ให้บังเกิดขึ้น เพราะว่าคนที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนนั้น
ย่อมมีนิสัยใจคอและความประพฤติแตกต่างกัน ชั่วบ้าง ดีบ้าง
ถ้าไม่มีกฎหมายแล้วใครจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ นึกจะด่าใครก็ด่า
คิดจะฆ่าใครก็ฆ่า นึกคิดว่างแผนปล้นใครก็ได้ อย่างนี้แล้วความสงบสุขแห่งชุมชนนั้นๆย่อมไม่มี
กฎหมายเป็นส่วนคุ้มครองป้องกันในทางโลกฉันใด ในทางพระพุทธศาสนาก็มีกฎข้อบังคับของหมู่คณะฉันนั้น
พระพุทธองค์จึง ทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามประพฤติล่วงละเมิดของพุทธบริษัทขึ้นไว้เป็นส่วนหนึ่ง
ในพระศาสนาของพระองค์เป็นส่วนเรียกว่า ศีล ดังจะอธิบายเป็นแนวทางให้เข้าใจ
ในเรื่องของศีลต่อไป ตามลำดับ
คำว่า ศีล ท่านแปลว่า ปรกติ โดยถือเอาว่าปรกติ กาย วาจา
และใจ ก็ได้ชื่อว่าเป็นศีล
ศีลแบ่งออกเป็น ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ศีล 311
ทั้งหมดมี 4 ประเภท ด้วยกัน โดยกล่าวเพียงย่อๆ ดังนี้
ศีล 5 สำหรับคนทั่วไป ทั้งชาย หญิง ทุกเพศทุกวัย ศีลเปรียบเหมือนอาภรณ์ที่ประดับกาย
วาจาของคนทั่วไป ไม่มีเก่าหรือใหม่ หรือล้าสมัย ศีลเป็นเครื่องประดับที่ทันสมัย
ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ทุกเพศทุกวัยและกาลเวลา ศีล 5 นี้ถือเป็นกฎของโลกก็ว่าได้
ศีล 8 คือ ศีลอุโบสถ สำหรับอุบาสกและอุบาสิกา ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
มีศรัทธาแก่กล้าเข้ามาสมาทานและรักษาศีลด้วยความสมัครใจ
ซึ่งเป็นศีลที่ ขยับสูงขึ้นมา
ศีล 10 สำหรับสามเณร ผู้เข้ามาบรรพชาอุทิศชีวิตในพระพุทธศาสนา
ซึ่งมีอายุไม่ ครบ 20 ปีบริบูรณ์ การบวชสามเณร ที่นิยมบวชกันคือ
บวชเณรหน้าไฟ อุทิศส่วนกุศลให้บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา
ยาย เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย
ศีล 227 สำหรับพระภิกษุ เมื่ออายุ 20 ปี บริบูรณ์ เรียกว่า
อายุครบบวชเป็นพระภิกษุ หรือ อุปสมบท พระภิกษุต้องถือศีล
227 ข้อ เสมอเหมือนกันหมด พระใหม่หรือพระเก่าย่อมมีศีลเหมือนกัน
เรียกว่า สีลสามัญญาตา ผู้มีศีลเหมือนกันอยู่ร่วมกันได้
ทำสังฆกรรมร่วมกันได้
ศีล 311 สำหรับนางภิกษุณี แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้วใน
ประเทศไทย ในบางประเทศก็ยังมีอยู่ เช่น เกาหลี เวียดนาม
ธิเบต และจีน
ศีลดังกล่าวนี้เป็นศีลของคู่ด้วยธรรมซึ่งแยกออกมา จากคำว่า
คำสั่งสอน คำสั่งคือ ศีล คำสอนคือ ธรรม ทั้ง 2 ประการนี้รวมกันเรียก
ศาสนา แปลว่า คำสอน ในที่นี้กล่าวเฉพาะ เรื่องคำสั่ง
คือศีลเท่านั้น ความจริงแล้วศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 หรือ
227 ที่มีมากขึ้นไปจากศีล 5 เสียแทบทั้งนั้น เว้นบางข้อที่เกี่ยวกับการดำรงชีพของพระเท่านั้นเอง
จึงเป็นเรื่องใหม่จากศีล 5 ที่ว่าขยายส่วนขึ้นไป จากศีล
5 เช่น
ศีล 5 ห้ามผิดลูกเมียเขา (ไม่ห้ามเสพเมถุน)
ศีล 8 ห้ามเสพเมถุน (ถูกต้องกายหญิงและถูกต้องกายชาย
ไม่ได้) ห้ามกินข้าวเย็น ห้ามใช้น้ำหอม ความมุ่งหมาย
3 ข้อนี้ ก็เพื่อตัดความกำหนัดในเรื่องเมถุนนั้นเอง
ห้ามนอนที่นอนสูงใหญ่ภายในยัดด้วยนุ่น และสำลี ศีล 10
และ 227 ของเณร ของพระ ข้อห้ามอย่างเดียวกับศีล 8 นั้นด้วย
ห้ามถูกต้องร่างกาย ห้ามพูดเกี้ยวหญิง และอื่นๆอีก กล่าวเพียงย่อๆเท่านั้น
เป็นอันว่าใครจะรักษาศีลประเภทใดก็ตาม จุดที่ควรเอาใจใส่ระมัดระวัง
ก็มีอยู่ 4 จุด
1 เว้นข้อที่ทรงห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาติ
2 ระวังอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของตัวเอง
3 หาเลี้ยงชีพโดยทางบริสุทธิ คือ มีอาชีพสุจริต
4 ก่อนจะบริโภค ใช้สอย ของกินของใช้ให้พิจารณาเสียก่อน
การรักษาศีล เป็นการทำบุญโดยตรง อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นทางตรงยิ่งกว่าการให้ทานเสียด้วยซ้ำไป
ที่ว่าการรักษาศีลเป็นบุญหรือการทำบุญนั้นได้แก่
1 เป็นการรักษาบุญเก่า คือ ศีลเป็นเครื่องกีดขวางกิเลสไม่ให้กำเริบขึ้น
บุญ คือความสะอาดแห่งจิตที่มีอยู่แล้วไม่ให้ลดน้อยลง
2 เป็นการสร้างบุญใหม่ คือ ถ้าเรายังไม่มีศีลซึ่งเป็นเครื่องกีดขวางกิเลสมารก่อนก็ต้องรีบเอาศีลไปรักษา
ไล่กิเลสที่มีอยู่จากจิตใจออกไป ทำจิตให้สะอาดขึ้น เพราะศีลเป็นเครื่องขัดเกลา
ความโกรธ ความริษยา และความอาฆาต
นอกจากนั้น ศีลยังเป็นบ่อเกิดของหลายอย่างถ้ารักษาดีแล้ว
ดังคำสรุปท้ายศีลว่า
จะไปสู่สุคติได้ ก็เพราะศีล
จะมีทรัพย์สมบัติได้ ก็เพราะศีล
จะไปสวรรค์ นิพพานได้ ก็เพราะศีล
ฉะนั้นควรรักษาศีล ให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ อันคนใดขาดธรรมนำชีวิต
ย่อมพาจิตอัปยศหมดสุขี ถ้าจะให้จิตตนพ้นราคี ใช้ธรรมนี้เป็นแสงทองส่อง