กลับหน้าสนทนาธรรม
โรครูปนาม
โรคนี้ถูกค้นพบโดยพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า
นอกจากจะทรงค้นพบโรคนี้ แล้ว ยังค้นพบสมมุติฐาน หรือต้นเหตุของโรค
ภาวะที่ปราศจากโรค ตลอดจนการรักษา ให้ทุเลา ขึ้นเป็น
ลำดับขั้นตอน จนสามารถหายจากโรคได้สิ้นเชิงพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ
โรคทางเนื้อหนังร่างกายเป็นเรื่องไม่ยุ่งยากซับซ้อนและสำคัญเท่าโรคทางจิตหรือวิญาณ
ดังนั้นความปราศจากโรคทางจิตต่างหากที่เป็นลาภอันประเสริฐโดยแท้
ชีวิต ประกอบด้วย ร่างกายและจิตใจ (รูปธรรมกับนามธรรม)
ถ้าเหลือแต่ร่างกายก็ปราศจาก ชีวิต กลายเป็นซากศพ ก้อนหิน
หรือท่อนไม้เป็นอย่างไร ซากศพก็เป็นอย่างนั้นร่างกาย
ประกอบขึ้นด้วย อวัยวะน้อยใหญ่มากมายหลายชนิดซึ่งมีหน้าที่ต่างกัน
เซลล์หรือส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของ อวัยวะเหล่านั้น
ก็มีรูปร่างหน้าตาต่างกันไปทั้งสิ้น ร่างกายเป็น ทรัพยากรธรรมชาติอันเฉียบขาด
-
ความไม่เที่ยง (อนิจจัง)
-
ความทนได้ยาก หรือ ความไม่สามารถคงทนอยู่ได้
และเมื่อพิจารณาดูด้วย ปัญญาอันแยบคาย ก็จะเห็นว่ากายนั้นมีแต่ความน่าอิดหนาระอาใจ
(ทุกข์ขัง)
-
ความมิใช่ตัวตนของผู้ใดจริง ไม่อาจบังคับบัญชาเองตามใจชอบ
(อนัตตา)
เราไม่มีสิทธิ์ที่จะยึดมั่นเอาร่างกายนี้มาเป็นของเราได้เลย
บางครั้งเวลาที่เราหลงไป เกิดโมหะ หรือมีอวิชชาปรุงแต่งจิตอยู่
(จิตสังขาร) ดูเหมือนร่างกายนี้เป็นของเราจริงๆ แต่มันไม่ใช่ดอก
ถ้าใช่เราคงบังคับมันพิกลพิการ ไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย
ไม่ให้ทรุดโทรม แก่เฒ่า หรือตายได้ เราจะเห็นได้ว่า
ร่างกายเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาอย่างประณีตและสลับซับซ้อน
โดยธรรมชาติ ผู้เป็นจ้าวจึงครองความยิ่งใหญ่ไว้แต่เพียงผู้เดียว
ในการที่จะสร้าง เปลี่ยนแปลงและทำลาย ธรรมชาติทั้งปวง
ให้ไหลไปพร้อมกับวิวัฒนาการอยู่ชั้วนิรันดร สมกับพุทธดำรัสว่า
สุท?ธิ ธม?มา ปวต?ตน?ติ มีแต่ธรรมชาติล้วนๆ ที่ไหลเรื่อยไป
ในปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุเจริญขึ้นเป็น เราจึง
สามารถนำเอาอวัยวะทุกชิ้น ของร่างกายมาแยกแยะศึกษาได้โดยละเอียดทั้งด้านองค์ประกอบและหน้าที่ของมัน
เช่นหัวใจ มีหน้าที่ สูบฉีดโลหิตไปตามหลอดเลือด เพื่อหล่อเลี้ยงอวัยวะซึ่งเป็นรูปธรรม
ทุกอวัยวะทั้งหมด ให้เป็นปกติ เป็นต้น
ส่วนจิตใจ ซึ่งเป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องมองเห็นได้
ยิ่งละเอียดประณีตและสลับซับซ้อนกว่ารูปธรรมหรือร่างกายหลายเท่านั้น
ไม่มีผู้ไดสามารถ นำมาศึกษาได้อย่างถูกต้อง ละเอียด
และชัดเจนเท่าพระพุทธองค์พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า
จิต เป็นประธานนำให้กายพูดและกระทำไป ตามที่จิต สั่ง
ทุกสิ่งทุกอย่างจึงสำเร็จได้ด้วยจิต การกระทำทางใจ (มโนกรรม)
ก่อให้เกิดการกระทำทางวาจา (วจีกรร) และการกระทำทางกาย
(กายกรรม) ดังนั้น จะพูดดี พูดชั่ว กระทำดี กระทำชั่ว
ก็มาจากจิตที่คิดปรุงแต่งไปในทางที่ดีหรือชั่วนั้นเอง
อีกครั้งหนึ่ง ได้ตรัสว่า เราเจตนา (ความจงใจ) ว่าเป็นกรรม
เพราะคนจงใจ คือมีใจ มุ่งแล้ว จึงกระทำทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง
ฉะนั้น กรรมคือ หรือกิจที่กระทำด้วยเจตนา จิตใจ โดยธรรมชาติเป็นกลาง
ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เป็นบุญเป็นบาป เป็นธรรมชาติที่แจ่มใส
ผุดผ่องปราศจากโรค (ประภัสสร) แต่มนุษย์เราเป็นสัตว์เมืองอยู่รวมกันเป็นสังคมมีสิ่งต่างๆ
ทั้งรูปธรรม และนามธรรมแวดล้อมเกี่ยวข้องอยู่มากมาย
ฝ่ายรูปธรรม ได้แก่ฝูงชน สัตว์ต่างๆ ต้นไม้ภูเขา ทะเล
ตึกรามบ้านช่อง ยานพาหนะ สินค้าต่างๆ ข้าวของเงินทองทั้งปวง
แสง สี เสียง กลิ่น รส ทั้งหมดนี้ ก็คือสิ่งที่มองเห็นด้วยตา
(รูป) สิ่งที่ลิ้มรู้ด้วยลิ้น (รส) สิ่งที่ดมได้ด้วยจมูก
(กลิ่น) สิ่งที่ได้ยินด้วยหู (เสียง) และสิ่งที่รู้สึกได้ด้วยผิวกายและเยื่อเมือก
เช่นริมฝีปากเป็นต้น (สัมผัส)
ฝ่ายนามธรรม ได้แก่
-
ความสามารถรับรู้ได้ทาง ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ใจ (วิญญาณ)
-
ความจำได้หมายรู้คือ มีสัมปฤดี (consciousness)
พร้อมทั้งสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้ (สัญญา)
-
ความรู้สึกต่างๆ (เวทนา) ที่มนุษย์มีต่อรูปธรรม
นามธรรม ซึ่งแวดล้อมว่าทนได้ยาก (ทุกข์เวทนา) หรือทนได้ง่าย
(สุขเวทนา) เป็นต้น
-
ความนึกคิดปรุงแต่งไปต่างๆ (สังขาร)
เมื่อขันธ์ 5 มา ประชุมกันพร้อมกันทำหน้าที่ ทำหน้าที่ในขณะจิตหนึ่ง
-
ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวที
ความใคร่ ความอยาก ความอิจฉา ริษยา ความพยาบาท อาฆาต
ความอาย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่รู้ด้วยใจ (ธรรมารมณ์)
ดังนั้นคราวใดที่จิตใจตั้งไว้ผิด มีตัวโมหะอวิชชา หรือความรู้ไม่เท่าทัน
ทุกสิ่งตามความเป็นจริงปรุงแต่งจิตอยู่ เป็นมิจฉาทิฎฐิย่อมง่ายที่จะเกิดจิตสังขาร
เจตสิกสังขาร คิดนึกปรุงแต่งไป ชวนให้เกิดกิเลสตัณหา จิตจึงมัวหมองอยู่ด้วย
ก็เกิดเป็นจิตกุศล มีตัวโลภะ อยากได้ โทสะ ความโกรธ โมหะ
ตัวหลง เมื่อทั้ง 3 ตัวมารวม กัน ก็เกิดเป็นจิตอกุศล ความอยากได้ของมนุษย์
จะดึงดูดสิ่งต่างๆ เข้ามาหาตัวเอง เรียกว่า กามตัณหา มีความอยากในกามคุณทั้ง
5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้งปวงนี้ (หรือความอยาก)
และภวตัณหา (อยากในเกียรติยศ) ชื่อเสียง สรรเสริญ หรือความอยากเป็น
เช่นอยากมีเงินมากๆ เพื่อต้องการอยากเป็นเศรษฐี อยากมียศ
มีปริญญาสูงๆ เพื่อจะได้เป็น ผู้มียศศักดิ์สูงเป็นต้น
บางคนคิดว่าพ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการได้ทุกสิ่งมาสมปรารถนา
แต่ก็ไม่มีแก้วสารพัดนึก ตกอยู่ในมือผู้ใดเลย แม้จักรพรรดิ์ผู้เกรียงไกร
ทุกคนเกิดมาตัวเปล่าแล้วก็จากไปตัวเปล่า อายุมนุษย์อย่างมาก
มีไม่เกินร้อยปี ส่วนมากเพียงแค่หลักสิบเท่านั้น เมื่อเทียบกันกับอายุ
ของโลกซึ่งมีมาประมาณ 4500 ล้านปีแล้วก็จะเห็นว่า ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงธุลีน้อยๆ
ที่อุบัติขึ้นมาบนพื้นพิภพนี้เพียงแวบเดียว สั้นยิ่งกว่าประกายฟ้าแลบเสียอีก
ชีวิตทั้งปวงต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ชีวิตทุกชีวิตทั้ง
พืชและสัตว์ จึงเป็นธรรมชาติประเภทเดียวกัน การกินอาหาร
เจริญเติบโต สืบพันธุ์แต่ละชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไปในที่สุด
และดำเนินไปตามกฏธรรมชาติ อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า สุขอื่นใดเหนือความสงบไม่มี
ความสงบก็คือภาวะ ของจิต ที่หยุดซัดส่ายและหวั่น ไหว ความสงบ
เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตนให้เราจับต้องมองเห็นได้ การเข้าถึงความสงบ
จึงไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยร่างกาย ต้องเข้าถึงโดยทาง จิตใจ
ทางเดียวเท่านั้น เมื่อจิตมนุษย์ของแต่ละบุคคลเริ่มบริสุทธิ์
ความรุนแรงแห่งโรคนามรูปก็จะเริ่ม ลดน้อยถอยลง การละชั่วทำดีย่อมเกิดขึ้นเอง
เป็นผลพลอยได้ที่งดงามและวิเศษสุด สำหรับสังคมมนุษย์อีกด้วย
|