กลับหน้าสนทนาธรรม
ปัญหาชีวิต
การยกฐานะจากความยากจน ให้มั่งมีนั้นทำ
ได้ไม่ง่ายนัก บางคนอาจทำไม่สำเร็จในชาตินี้ แต่การยกระดับจิตใจให้มั่งมีนั้น
ทำไม่ยากถ้า เรามีความมุ่งหมายจะทำจริงๆ แล้ว สามารถ
ทำได้ทุกคน
ความคิดอย่างหนึ่งที่สมควรฝึกให้เกิด ขึ้นเสมอๆคือความคิดว่า
พอ คิดให้รู้จักพอ ในสิ่งที่ตนมีอยู่ สิ่งที่ตนได้รับ
ผู้ที่รู้จักพอจะ เป็นผู้ที่มีความสบายใจ แต่ผู้ที่ไม่รู้จักพอจะเป็นผู้ที่เร่าร้อน
ดิ้นรนแสวงหาตลอดเวลา ความรู้สึก เช่นนี้มีได้กับผู้ที่เป็นใหญ่เป็นโตมั่งมีมหาศาล
ก็ยังไม่รู้จักคำว่า พอ ทั้งนี้ก็เพราะ ความพอ ความไม่พอเป็นเรื่องของใจ
ไม่เกี่ยวกับ ฐานะภายนอก คนรวยที่ ไม่รู้จักพอ ก็เป็น
คนจน อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ คนจน รู้จักพอ ก็เป็น
คนมั่งมี อยู่ตลอดเวลา ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็น คนรวย
หรือ คนจน ได้ตลอดเวลาเท่าๆกัน
คนที่รู้จักพอ ไม่ใช่คนเกียจคร้านและคนเกียจคร้านก็ไม่
ใช่คนรู้จักพอ ความโลภความไม่รู้จักพอ ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
วัตถุสิ่งของเงินทองทั้งหลายที่ได้จากความโลภนั้นดูเผินๆเหมือนเป็นการยกฐานะ
เพิ่มความมั่นคงแต่ลึกลงไปจะเป็นการทำลายมากกว่าสิ่งที่ได้มานั่นจากความโลภมักจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ได้มาจากความเสีย ของผู้อื่นเพราะผู้อื่นต้องเสียนั้นแหละจะเป็น
เหตุ ทำลายความไว้วางใจของคนทั้งหลายเป็นเครื่อง ทำลายอย่างยิ่ง
และเป็นเหตุให้อะไรร้ายๆตามมา เมื่อถึงเวลา อะไรที่ร้ายๆนั้น
ก็จะทำลายผู้ที่มีความโลภจนเกินพอ เมื่อเวลา นั้นมาถึงก็จะสายเกินไปจนไม่มีผู้ใดจะช่วยได้
ฉะนั้นก็ควรหมั่น พิจารณาให้เห็นโทษของ ความไม่รู้จักพอ
เสียตั้งแต่ยังไม่สายเกินไป
บุคคลใดก็ตาม เมื่อมีความรู้สึก อยากได้ หรือต้องการ
เกิดขึ้นให้รีบระงับเสียก่อนตั้งสติสำรวมใจไม่ให้คิดวุ่นวายไปใน
เรื่องอันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั้น เมื่อมีความรู้สึกไม่สบายเริ่มขึ้นในใจแล้ว
จะต้องหาทางระงับเหตุแห่งความทุกข์นั้นโดยเร็วด้วยพุทธวิธีต่างๆ
ทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นเท่านั้น ใจที่เร่าร้อนขุ่นมัวไม่อาจคิดแก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้
ในขณะที่มีปัญหาวุ่นวายในชีวิติประจำวันนั้น ยิ่งมีปัญหา
ชีวิตมากมายหนักหนาเพียงใด ก็จำเป็นต้องทำจิตใจให้สงบเยือกเย็นเพียงนั้น
การหยุดคิดสักนิดหนึ่งเป็นการเตรียม กำลัง ไว้ต่อสู้กับปัญหากำลังนั่นก็คือเกิดปัญหาของใจที่เกิดขึ้นทำให้
จิตสงบจะมีอำนาจที่เข้มแข็งไว้ใช้แก้ปัญหาต่างๆ นั่นเอง
ใจสงบ จะมีพลังเข้มแข็งและมีสติปัญญามาก รู้สึกแจ่มใส
ไม่ขุ่นมัว ความแจ่มใสนี่เปรียบเหมือนแสงสว่างที่สามารถส่องให้
เห็นความ ควร หรือ ไม่ควร คือควรปฏิบัติอย่างไรหรือไม่ควรปฏิบัติอย่างไร
ใจที่สงบจะรู้ได้ถูกต้องชัดเจน ตรงกันข้ามกับใจที่ วุ่นวายไม่แจ่มใส
ย่อมไม่สามารถช่วยให้เห็น ความถูกต้อง ความไม่ควรมีแต่พาให้เกิดความผิดพลาดเท่านั้น
พักหยุดความ คิดที่ไม่ถูกต้องเสียก่อน จะเป็นการสร้างฐานต่อต้านพ้นทุกข์และปราบทุกข์ไปได้ในที่สุดและได้ผลอย่างแน่นอนด้วย
ปฏิบัติอย่างไร ต้องตั้งใจทำตามให้เต็มสติปัญญาเต็มความสามารถของเรา
พระองค์ไม่ได้สอนให้สวดมนต ์เพื่อขอร้องวิงวอนให้ทรงบันดาลให้เกิดความสุขสวัสดีโดยที่ตัวเองไม่ปฏิบัติดี
ความหมายในบทสวดมนต์มีอยู่ครบบริบูรณ์ ผู้สวดจะได้รับผลเป็นความสุขความเจริญ
ถ้าปฏิบัติตาม แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็จะไม่ได้รับผลอันควรได้รับเลย
สิ่งที่ควรรู้ควรเข้าใจ และปฏิบัติ